12 เนื้อหาหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องมีใน Resume ฉบับนักศึกษาจบใหม่หรือบุคคลที่ยังไม่เคยทำงาน

Published by admin on

12 เนื้อหาหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องมีใน Resume ฉบับนักศึกษาจบใหม่หรือบุคคลที่ยังไม่เคยทำงาน

                หากกำลังมองหางานดี ๆ งานที่อยากทำ หรืองานที่ใฝ่ฝันอยู่ การมี Resume ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสมัครงานในยุคนี้ เพราะจะทำให้ฝ่ายบุคคล หรือผู้ประกาศหาพนักงานเข้าใจและรู้จักเรามากยิ่งขึ้น แต่การมี Resume ในการยื่นสมัครงานนั้น ไม่ใช่ว่าทำแบบไหนหรือใส่เนื้อหาอะไรลงไปก็ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแบบที่สวยในระดับหนึ่ง อ่านเข้าใจง่าย มีเนื้อหาครบถ้วน และที่สำคัญคือ ต้องมีข้อมูลที่ตรงหรือสอดคล้องกับงานที่เราต้องการสมัคร จึงจะมีโอกาสได้รับการพิจารณาจากฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศหาพนักงานมากที่สุด

                หากคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ และไม่เคยทำเรซูเม่มาก่อน หรือเคยทำแล้ว แต่จะทำให้สมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น บทความนี้เหมาะสำหรับคุณเป็นอย่างมาก เพราะจะบอกถึง 12 เนื้อหาหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องใส่ในเรซูเม่ฉบับนักศึกษาจบใหม่หรือบุคคลที่ยังไม่เคยทำงาน

  • ชื่อและนามสกุล

                ชื่อและนามสกุลเป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุก ๆ คน และจำเป็นที่สุดที่จะต้องใส่ เพราะ เป็นข้อมูลอันดับต้น ๆ ในหลาย ๆ ข้อมูลของเราที่ฝ่ายบุคคลจะดู

  • ข้อมูลส่วนตัว

                ข้อมูลส่วนตัว คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ใส่ เพราะเป็นข้อมูลย่อยจากชื่อและนามสกุลของเรา โดยข้อมูลส่วนตัว จะเรียกได้ว่า เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานของเรา ซึ่งในส่วนนี้ เราสามารถเลือกได้ว่า จะเลือกใส่ข้อมูลในส่วนไหนบ้าง โดยสิ่งที่สำคัญในการเลือกใส่ คือ ต้องดูลักษณะงานที่เราต้องการจะสมัครว่า ตำแหน่งที่เราต้องการสมัครนั้นจำเป็นต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง และข้อมูลอะไรที่ไม่ควรใส่ แต่ทั้งนี้แล้วก้ไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป ควรใส่ตามความเหมาะสมเท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ เช่น ชื่อเล่น เพศ อายุ สถานภาพ น้ำหนัก ส่วนสูง เชื้อชาติ สัญญาติ ศาสนา และสถานภาพทางทหาร เป็นต้น

  • ช่องทางในการติดต่อ

                เป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศหาพนักงานจะติดต่อเพื่อนัดสัมภาษณ์หรือเรียกเข้าทำงาน ในปัจจุบันช่องทางการติดต่อมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นรูปแบบสื่อ Social media และรูปแบบอื่น ๆ แต่ทั้งนี้แล้ว การใส่ข้อมูลในส่วนนี้ จำเป็นที่ต้องเข้าใจพื้นฐานการทำงานของฝ่ายบุคคลในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอก ซึ่งโดยปกติ หลาย ๆ องค์กรมักจะติดต่อผ่าน 2 ช่องทางหลัก ๆ ในการเรียกตัวเราไปสัมภาษณ์หรือไปทำงาน คือ ติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล และบางหน่วยงานก็จะติดต่อฝ่ายไลน์ แต่ทั้งนี้แล้ว การที่จะใส่ช่องทางการติดต่ออะไรไปนั้น ผู้สมัครเองก็จำเป็นต้องรู้จักองค์กรก่อน เพื่อให้เราใส่ได้ตรงตามที่เขาปฏิบัติ

  • ตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร/วัตถุประสงค์เกี่ยวกับตำแหน่งงาน/วันที่สะดวกเริ่มงาน/เงินเดือนที่ต้องการ

                ในส่วนของข้อมูลส่วนนี้ จะเลือกใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าหากใครที่ทำเรซูเม่เองและมีเวลาที่จะแก้ไขข้อมูลในส่วนนี้ตลอด ขอแนะนำว่า ควรใส่ เพราะมีข้อดี คือ จะทำให้ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงานมองถึงการมีเป้าหมายที่ชัดเจนของเรา ว่าเราต้องการทำงานในลักษณะนั้น ๆ โดยเฉพาะ ส่วนใครที่จ้างทำเรซูเม่หรือไม่ค่อยมีเวลาแก้ไข ขอแนะนำว่า ไม่ต้องใส่ก็ได้ เพราะเราสามารถใส่ข้อมูลในส่วนนี้ในอีเมลตอนที่สมัครผ่านระบบออนไลน์ได้หรือกรอกผ่านแบบฟอร์มใบสมัครขององค์กรที่เราสมัคร โดยมีข้อดีคือ เราสามารถทำเรซูเม่ครั้งเดียวโดยไม่ต้องมาแก้ไขภายหลัง แต่ทั้งนี้แล้วจะใส่หรือไม่ใส่ ก็ให้พิจารณาตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายในสายอาชีพของเราเป็นหลัก

  • ประสบการณ์ทำงาน หรือประสบการณ์ฝึกงาน

                ข้อมูลในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่ขาดไม่ได้ จำเป็นต้องใส่อย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ที่จะเป็นตัวตัดสิ้นว่า เรามีโอกาสได้งานหรือมีโอกาสน้อยมากที่จะได้งาน วิธีการใส่ที่ดีก็ควรเลือกใส่ให้ตรงตามตำแหน่งที่เราสมัคร บางคนมีประสบการณ์ทำงานระหว่างเรียน บางคนมีประสบการณ์ทำงานในช่วงปิดเทอม และหลาย ๆ คนคงมีประสบการณ์ด้านการฝึกงานและฝึกสหกิจศึกษา แต่ทั้งนี้แล้ว หากเรามีประสบการณ์มากมายที่ทำงานระหว่างศึกษา เราก็ไม่ควรนำมาใส่ทุกประสบการณ์ ควรเลือกใส่ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราจะสมัครเท่านั้น เว้นแต่ว่าทุกประสบการณ์ที่เคยทำหรือฝึกงานมา ตรงตามตำแหน่งที่เราจะสมัคร และวิธีใส่ข้อมูลในส่วนนี้ก็มีดังนี้

  1. ชื่อหน่วยงานและจังหวัด
  2. ตำแหน่งหรือแผนก
  3. ลักษณะงานที่ทำ
  4. ระยะเวลาที่ทำงาน (ปัจจุบันไปหาอดีตเท่านั้น)
  • ประวัติการศึกษา

                ประวัติการศึกษา เป็นข้อมูลที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงานดูว่า เราสำเร็จการศึกษามาด้านอะไร และตรงตามตำแหน่งที่เปิดหรือไม บางหน่วยงานหรือบางตำแหน่งงานก็ไม่ได้ดูตรงประวัติการศึกษามากนัก แต่บางตำแหน่งก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่การเลือกใส่ข้อมูลในส่วนนี้ก็ไม่ควรใส่ทั้งหมดที่เราเรียนที่ผ่านมา ควรเลือกใส่ตามความเหมาะสมเท่านั้น เช่น ถ้าเรามีประวัติการศึกษาตั้งแต่ อนุบาล ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย หรือปริญญาตรี เราควรใส่ระดับการศึกษาที่สำคัญ ๆ และตรงตามตำแหน่งงานความที่สุด เช่น ใส่เฉพาะ มัธยมปลายและปริญญาตรี เป็นต้น ส่วนวิธีการใส่ ก็ควรเริ่มจากปีการศึกษาล่าสุดก่อน และวิธีใส่ข้อมูลในส่วนนี้ก็มีดังนี้

  1. ชื่อสถาบัน
  2. สาขาหรือสายที่เรียน
  3. เกรดเฉลี่ย
  4. ปีการศึกษา
  • กิจกรรมระหว่างเรียน

                สำหรับนักศึกษาที่จบมาใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการทำงาน การมีกิจกรรมระหว่างเรียน ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนให้กับเราได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก การทำกิจกรรมไปด้วยและเรียนไปด้วย จะทำให้เรามีทักษะที่หลากหลาย เช่น ทักษะด้านเอกสาร ทักษะด้านการอยู่ร่วมกับผู้คน และทักษะด้านความสามารถตามที่เราได้ทำกิจกรรมนั้น ๆ และแน่นอนว่า เราไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป ควรใส่ตามความเหมาะสมตามตำแหน่งงานที่เราจะสมัคร ส่วนวิธีการใส่มีดังนี้

  1. ชื่อกิจกรรมหรือชื่อองค์กร
  2. ตำแหน่งหรือหน้าที่ที่รับผิดชอบ
  3. ปีที่ทำ (เรียงลำดับจากปีล่าสุดก่อนเสมอ)
  • วิจัยหรือโปรเจคจบ

                บางสาขาจะเรียกวิจัย บางสาขาจะเรียกโปรเจค ซึ่งทั้งสองนั้น หากเราเคยทำก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ก็สามารถนำมาใส่ได้ เพื่อสื่อถึงเรามีความรู้และความสามารถเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้กับเราได้ดีพอสมควร แต่ทั้งนี้แล้ว ก็ควรพิจารณาก่อนนำไปใส่ ส่วนวิธีใส่มีดังนี้

  1. ชื่อวิจัยหรือชื่อโปรเจค
  2. ชื่อสถาบันหรือหน่วยงาน
  3. ปีที่ทำ
  • ทักษะและความสามารถ

                ทักษะและความสามารถ เป็นส่วนที่เราจะบอกแก่ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงานว่า เรามีความสามารถและทักษะพิเศษที่เหนือกว่าคู่แข่งของเราอะไรบ้าง และข้อมูลในส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ เพราะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญที่เขาจะตัดสินและพิจารณาเรา ลองนึกดูเล่น ๆ ว่า หากเราไม่มีความสามารถหรือทักษะอะไรเลย จะมีใครที่จะรับเราไปทำงานด้วย ทุก ๆ หน่วยงานต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถและทักษะทั้งนั้น

                ในส่วนของทักษะและความสามารถ สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ 4 หมวดหมู่หลัก ๆ ได้แก่

  1. ทักษะด้านภาษา
  2. ทักษะด้านคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรม
  3. ทักษะด้านตำแหน่งงาน
  4. ทักษะอื่น ๆ
  • งานอดิเรก

                ถือได้ว่า เป็นส่วนที่ไม่สำคัญมากนัก สามารถเลือกได้ว่า จะใส่หรือไม่ใส่ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเลือกใส่ย่อมดีกว่า เพราะจะทำให้ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงานรู้จักบุคลิกและลักษณะนิสัยของเรามากยิ่งขึ้น

  • รูปถ่าย

                รูปถ่ายเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นและควรใส่ เพื่อให้ฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงานรู้จักภาพลักษณ์ของเรา ในส่วนของรูปภาพ เราสามารถเลือกได้เลยว่าจะใส่รูปในลักษณะไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปทางการ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นหลังสีฟ้า แต่สิ่งที่ควรเลือกเกี่ยวกับรูปคือ

  1. ควรเป็นรูปหน้าตรง
  2. ควรเป็นรูปที่ใส่เสื้อคอปกหรือเสื้อสุภาพเรียบร้อย
  3. ควรหาพื้นหลังที่เป็นสีพื้นธรรมดา ๆ หรือไม่ก็พื้นหลังที่มีองค์ประกอบไม่เยอะจนทำให้ตัวเราไม่เด่นชัด
  4. ควรเป็นรูปครึ่งตัว
  • บุคคลอ้างอิง

                บุคคลอ้างอิง ใส่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเรา และบางหน่วยงานก็มักจะติดต่อบุคคลอ้างอิง เพื่อถามประวัติและข้อมูลเกี่ยวกับเรา ก่อนที่จะเรียกเราไปสัมภาษณ์ สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ ในส่วนของบุคคลอ้างอิงควรเป็นพี่เลี้ยงที่ฝึกงาน หรือไม่ก็อาจารย์ที่ปรึกษาจะดีที่สุด ข้อมูลที่ต้องใส่ในบุคคลอ้างอิงมีดังนี้

  1. ชื่อและนามสกุล
  2. ตำแหน่งและสถาบันหรือหน่วยงาน
  3. ช่องทางการติดต่อ ควรเป็นเบอร์โทรศัพท์และอีเมล

                หากคุณต้องการให้ Resume ที่ส่งสมัครงานอยู่ในสายตาและได้รับการพิจารณาจากฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกาศรับสมัครงาน เพียงแค่คุณเลือกทำตาม 12 เนื้อหาหลัก ๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ก็จะทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง และสิ่งที่สำคัญ จำไว้เสมอว่า การที่จะใส่ข้อมูลอะไรลงไปใน Resume ข้อมูลนั้นต้องมีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เราต้องการสมัครด้วย

และถ้าหากใครต้องการทำ Resume ราคาประหยัด และส่งงานเร็ว สามารถติดต่อได้ที่ Facebook Fanpage Resume เรซูเม่ เรซูเม่สมัครงาน by 3NAR

resume